Tag: เรียน "กายอุปกรณ์" อย่างคนมีกึ๋น!!!!
posted on 19 Oct 2008 13:10 by pukpik in topicได้รับแท็กจาก ฝน เพื่อนยาก แท็กมีสาระโดยคุณ Nancy น่อ
Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น
กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ
ก็....ไม่รู้ว่าพูดถึงเรื่องอะไรดีอ่ะนะ.....เราก็เคยพูดรายละเอียดเกี่ยวกับคณะเราแล้ว (ถ้าไม่รู้ ลองมองใต้เฮดบล็อกดูนะคะ) ดังนั้นคำพูดคงจะซ้ำกับของเก่าบ้างและจะเน้นที่รูปแทน ^^' (เห็นภาพน่าจะเข้าใจได้ดีกว่าคำพูดและนะ หุหุหุ)
กายอุปกรณ์โดยจขบ. จิ้มๆ
...
Tag เรียน "กายอุปกรณ์" อย่างคนมีกึ๋น
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
คณะเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สาขากายอุปกรณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีสาม ค่ะ
หลายๆคนมักเข้าใจผิดว่าเราเรียนหมออยู่ จริงๆแล้วไม่ใช่น่อ ชื่อคณะอ่ะใช่แต่ไม่ได้จบวุฒิแพทย์ (ไม่งั้นสี่ปีจบมาเป็นหมอก็สบายเลยสิค้า อะฮิ้วววววว) จบมาได้วุฒิกายอุปกรณ์ศาสตร์บัณฑิตค่ะ(อันนี้พี่เค้าบอกมาว่าจะเปลี่ยนเป็นแบบนี้แล้วค่ะ ตอนนี้ยังเป็นวิทยาศาสตร์บัณฑิตอยู่)
มี 7 รุ่นแล้วนะคณะเราอ่ะ ส่วนเรารุ่นห้าจ้า
================================================
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
เรียนการทำอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์เทียมเพียวๆเลยค่ะ ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปถึงอกเลย และอุปกรณ์ที่ว่าคืออุปกรณ์สำหรับผู้ป่วย (ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างพวกเครื่องปั๊มหัวใจ) เช่น แขนเทียม ขาเทียม ค่ะ ส่วนอุปกรณ์เสริมอาจจะไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่ เพราะงั้นเราจะลงรูปตัวอย่างแทน
..
*อุปกรณ์เสริม สำหรับผู้ป่วยที่ระยางค์ยังอยู่ครบถ้วน แต่มีพยาธิสภาพหรืออาการโรคทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคนปกติ เช่นผู้ป่วยโปลิโอ หรือคนที่เท้าผิดปกติ เดินแล้วเจ็บฝ่าเท้าก็ควรใช้อุปกรณ์เสริมล่ะค่ะ

อย่างอันนี้ อุปกรณ์เสริมเท้า (Foot Orthosis) เป็นของที่ทำให้คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับรับน้ำหนักบริเวณฝ่าเท้าแบบในรูปขวาค่ะ จุดวงกลมแดงคือจุดที่ฝ่าเท้ารับน้ำหนักมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บและเกิด Callus หนังด้านขึ้น และนิ้วเท้าที่ควรจะเหยียดเหมือนคนปกติก็งอๆงุ้มๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นโรคนี้กันเยอะเลย สาเหตุที่คาดว่าเป็นไปได้น่าจะมาจากการใส่รองเท้าที่ไม่ดีต่อรูปลักษณะเท้าตนค่ะ เช่นรองเท้าหัวแคบ แต่เท้าส่วนหน้ามันไม่ได้แคบโค้งเว้าเหมือนรองเท้านิ ใส่ไปก็บีบรัดเจ็บอีก แล้วเท้าก็ค่อยๆผิดปกติไปทีละนิดๆนั่นแหละค่ะ
ตอนตรวจฝ่าเท้า เราเองก็เป็นอุ้งเท้าสูงนิดๆล่ะค่ะ แต่ยังไม่เป็นปัญหามาก กลับกันเพื่อนเราอุ้งเท้านี่อย่างแบน -*-''' เพราะงั้นคนทั่วไปแบบเราๆก็มีปัญหาี้ด้านนี้ได้ค่ะ
*อุปกรณ์เทียม ความหมายตรงตัวเลยค่ะ ใช้ทดแทนระยางค์ที่สูญเสียไป ในที่นี้เราเรียนแต่แขนกับขานะคะ อวัยวะภายในไม่ได้ทำ (เรียนแค่นี้ยังจำไม่ไหวเล้ยยยย) แบบที่เห็นตามสื่อล่ะค่ะ แขนเทียม ขาเทียมไรเงี้ย
แต่น้องๆไม่ต้องตกใจไปค่ะ ไม่ได้เรียนเรื่องนี้ตั้งแต่ปีหนึ่งนะคะ ปีหนึ่งจะเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนตอนม.ปลายเลย จะได้เริ่มทำอุปกรณ์จริงๆก็ตอนปีสองค่ะ
ส่วนปีสอง จะเรียนพื้นฐานทางการแพทย์อย่าง...
- Anatomy (กายวิภาคศาสตร์) ได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่แต่ไม่มี dissect ค่ะ ดูด้วยตามือจับๆคลำๆ ท่องจำและสอบ
- Biomachanics (ชีวกลศาสตร์) ประมาณหลักฟิสิกส์ประยุกต์ใช้กับร่างกายคนเราค่ะ เน้นเรื่องแรงและโมเมนต์เป็นหลัก สมมติว่าให้หาแรงที่มากระทำต่อกล้ามเนื้อแขน และแรงนั้นจะทำให้เกิดโมเมนต์แบบไหน
- Rehabilitation (เวชศาสตร์การฟื้นฟู) วิชานี้สำหรับเราเหมือนจับฉ่ายจริงๆค่ะ - -'เรื่องที่เราต้องรู้และจำเป็นจะอยู่ในหมวดนี้เลย ไม่ว่าเรื่อง พรบ.คนพิการ บทบาทหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ โรคต่างๆที่มักจะเจอในสายงานนี้ เช่น เด็กพิการแต่กำเนิด โรคเส้นประสาทกดทับ เป็นต้น
- Physiology (สรีรวิทยา) เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างและระบบต่างๆในร่างกาย จะเรียกว่าเป็นชีวะแบบลึกก็ได้ เช่น การหลั่งสารสื่อประสาท ระบบหายใจ
- Pathology (พยาธิวิทยา) วิชานี้จะเน้นเรื่องรอยโรคและพยาธิสภาพของโรคนั้นๆ ซึ่งค่อนข้างยากและทำความเข้าใจไม่ง่ายเลย -*- เรียนลึกแบบฉบับศิริราช แต่สายงานเราหยิบมาใช้นิดเดียวจริงๆ
...วิชาที่กล่าวไปข้างต้นเป็นแค่พื้นฐาน ย้ำว่าพื้นฐานเท่านั้น!!! ยังไม่ได้ลงลึกสายงานนี้เลยค่ะ เป็นความรู้ที่ต้องใช้ต่อยอดกับบทเรียนต่อไปในเทอมสอง ^^' แต่ก่อนหน้าที่จะเริ่มเรียนลึกลงไป เราจะได้เรียนบทนำของกายอุปกรณ์ก่อนค่ะ อย่างกายอุปกรณ์คืออะไร, บทบาทและหน้าของนักกายอุปกรณ์, ประวัติโดยย่อ, องค์กรที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านกายอุปกรณ์, เครื่องมือและวัตถุดิบที่สำคัญ, และเราจะได้ลองทำขาเสริมพลาสติกกับเพื่อนก่อนค่ะ
พอจบเรื่องอินโทร หรือบทนำไปแล้วก็จะเริ่มเรียนเรื่องเท้าและขาส่วนล่างกันค่ะโดยเราจะทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อ เส้นเลือด การเคลื่อนไหวของขากันก่อน (ก็คือการทวนเนื้อหาที่เรียนจากศิริราชอีกครั้งน่ะแหละ) แล้วเราจะมาลงเรื่องอุปกรณ์เสริม อ่อ! ลืมบอกไปว่า เราต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษเต็มตัวตั้งแต่ส่วนนี้ไปจนจบปี 4 เลย คลาสนี้เราจะเรียนอาจารย์ญี่ปุ่นและแทนซาเนียล่ะ
พอเราเรียนทฤษฎีก็เริ่มปฏิบัติเลย (แบบรูปขวามือเนี่ยแหละ) ดัดเหล็กสำหรับอุปกรณ์แบบเก่าหรือแบบโบราณนั่นเอง แต่...ยังไม่จบแค่นั้นนะ ทำอุปกรณ์เสร็จเราต้องเทสต์ดูซิว่า มันใช้งานได้จริงมั้ย??
อันนี้จะเป็นการจับคู่ทำกับเพื่อนในชั้นเรียน แต่นอกนั้นจะเจอกับผู้ป่วยหมดเลยล่ะ ^^
..
นอกจากการดัดเหล็กให้เป็นรูปร่างแล้ว ยังมีการใช้ปูนปลาสเตอร์เป็นแบบในการหล่อขึ้นรูปขาด้วยพลาสติก

เราจะใช้ปูนแบบผ้าพันขาผู้ป่วย จากนั้นก็แกะออกและนำไปเทปูน จะได้รูปขาแบบนี้แหละค่ะ แต่เท่านี้ยังไม่พอนะ เราต้องไปตกแต่ง วัดค่าต่างๆ และขัดให้เรียบก่อนด้วย
...
มาเรื่องอุปกรณ์เสริมบ้าง (ครั้งนี้เรียนกับอาจารย์เวียดนามล่ะ ฟังยากมากๆ เหอเหอ)

คลาสนี้เป็นการทำขาเทียมเหนือเข่า ขั้นตอนแรกเราต้องทำการประเมินร่างกายผู้ป่วยโดยการวัดพิสัยข้อหรือ Range of Motion (ดูว่าข้อสะโพกงอหรือเหยียดได้กี่องศา) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหรือ Manual Muscle Testing ว่าผู้ป่วยสามารถต้านแรงโน้มถ่วงได้หรือไม่ จากนั้นเราจะนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณา ดูว่าอุปกรณ์แบบไหนจะเหมาะกับผู้ป่วย

หลังจากนี้...ขึ้นอยู่กับฝีมือเราแล้วล่ะ หึหึหึ ตกแต่งแบบตอขาให้ได้ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด! และนำไปขึ้นรูปพลาสติกที่อุณหภูมิสูงกว่า 200 องศา เวลาทำนี่...ต้องระวังตัวไม่ให้โดนพลาสติกอันร้อนระอุและต้องรีบฟอร์มรูป ไม่ให้พลาสติกมันเซตตัวก่อนและได้รูปสวยงามในเวลาเดียวกัน
.....
และเครื่องจักรที่ใช้บ่อยๆ


เครื่องเจีย >> ที่ตัดพลาสติก >> เครื่องเจาะรู (เรียกชื่อไทยแล้วแหม่งๆพิกลแฮะ ^^')
........
แล้วเวลาจบนี่ต้องสอบเอาใบประกอบโรคศิลป์ด้วยมั้ย??
สอบจบมีค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเรียกใบประกอบโรคศิลป์เหมือนกับหมอหรือนักกายภาพบำบัดมั้ย เราเรียกว่าใบเซอร์ค่ะ (Certified Prosthetist Orthotist) ถ้าสอบได้ใบนี้จะได้ชื่อว่าเป็น CPO เหมือนๆอาจารย์ต่างชาติ และถ้ามีใบนี้ทำงานได้รอบโลกเลยล่ะ (ฟังแล้วไฮโซ อยากได้มั่งจัง *p*) ถึงตอนนี้จะยังไม่มีแต่ในปี 2010 (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการนะ) จะมีการสอบใบเซอร์เนี่ยแหละค่ะ แล้วกายอุปกรณ์ของไทยจะได้เทียบชั้นเหมือนกับชาติอื่นๆด้วย โย่ว ^^ แต่ก่อนจะได้ใบนี้มาไม่ง่ายนะคะ ขนาดสอบจบไม่มีใบเซอร์ ISPO เขายังมาทดสอบเราด้วยตัวเองเลยล่ะค่ะ (แน่นอนว่าอังกฤษล้วนๆ) ถ้าสอบ CPO นี่คง... (ถ้ามีประสบการณ์การสอบแล้วจะเอามารีวิวอีกรอบนะ)
[เพิ่มข้อมูล....]
คณะีนี้ต้องสอบจบปีสี่ สอบใบประกอบโรคศิลป์ (เริ่มปี 2009) และสอบ Prosthetist and Orthotist Category 1 โดย ISPO (คาดว่าจะเริ่มในปี 2010) สรุปแล้ว...สอบสามครั้งค่ะ
คำถาม! สอบสามอย่างนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร??
- สอบจบปีสี่ก็คือสอบจบการศึกษาตรงตัวเลยค่ะ
- สอบใบประกอบโรคศิลป์คือสอบเพื่อได้ใบอนุญาตในการประกอบอาชีพสาขาวิชากายอุปกรณ์ค่ะ จะได้ทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฏหมาย ^^
- สอบของ ISPO คือจบมาเป็น CPO สามารถทำงานในต่างประเทศได้ค่ะ
================================================
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
ทำขาเทียมแขนเทียมและอุปกรณ์เสริมค่ะ เรียกได้ว่าเรียนมาแล้วได้ทำสายงานนี้ได้อย่างเดียวเลย ถ้าไม่ทำอุปกรณ์ก็เป็นอาจารย์ก็ได้ค่ะ (แต่ไงๆก็ต้องทำตัวอย่างให้นักเรียนดูละนะ)
แต่ว่า...มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วไม่ได้ทำงานสายนี้ก็มีค่ะ ไปต่อวิทยาบ้าง เป็นมัคคุเทศก์บ้าง
รายละเอียดที่ทำงานและการศึกษาต่อระดับสูงดูที่เฮดบล็อกนะคะ (ไม่งั้นก็จิ้มที่นี่เลย~)
================================================
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
ความอดทน!!!! ใจรักไม่รักอีกเรื่องหนึ่ง (แต่ถ้ามีใจรักก็ยิ่งดีนะ ;D) และความใจเย็นด้วย เพราะงานสายนี้เราทำกับผู้ป่วย อุปกรณ์ที่ทำขึ้นมาต้องใช้ได้จริง! และผู้ป่วยยินดีที่จะใช้! ไม่ใช่สักแต่ทำงานให้เสร็จๆ ให้มันจบเรื่องจบเคสนะ
ทำไมความอดทนถึงสำคัญ? เพราะงานนี้หนักจริงๆค่ะ (ไม่ได้พูดเล่นนา เจอมากับตัวเลย) ดังนั้นถ้าถอดใจ หรือท้อแท้เมื่อไหร่ ร่วงได้ทันทีเลยค่ะ ทั้งเจอภาษาอังกฤษ สอบเอย ทำอุปกรณ์ไม่สวยบ้าง ผิดบ้าง
สุดท้ายก็ความถึก!!!!! (ซึ่งจุดนี้เรายังไม่มีเลย กร๊าก) ทำไมถึงสำคัญ? อย่างที่เห็นจากภาพข้างต้น....คงเห็นใช่มั้ยว่าต้องทำอะไรบ้าง ^_^ ''' แรงแบกปูนเอย ต้องออกแรงสู้กับเครื่องตัดเหล็กตัดพลาสติก และดัดเหล็ก!!!!! โอ้แม่เจ้า เรียนจบกล้ามขึ้นเลย (ล้อเล่นนะ) แบบว่า..เป็นการออกกำลังกายไปในตัวไง
นอกจากสองอย่างนี้แล้ว ก็มี ความละเอียดอ่อน ความขยัน รู้จักคิด ซึ่งเป็นพื้นฐานปกติอยู่แล้วล่ะนะ
=========================================================
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
ใครคิดว่างานนี้ท้าทาย อยากช่วยเหลือคนพิการล่ะก็มาเลยค่ะ บอกได้เลยว่าสายงานนี้ตรงสุดๆแล้ว แต่...ถ้าไม่ชอบงานหนัก แพ้ปูน กลัวเครื่องจักร อย่ามาทางนี้เลยค่ะ เสียเวลาแน่ๆ หรือให้ทนเรียนต่อก็คงเฟลล่ะค่ะ
อยากให้น้องๆ ที่จะเลือกคณะ (ไม่ใช่แค่คณะนี้นะ) ตรวจสอบและค้นหาข้อมูลคณะที่จะเลือกให้ดีเสียก่อนก่อนจะตัดสินใจ ไม่อยากให้เข้ามาเรียนจริงแล้วผิดหวัง ไม่ใช่ตัวชั้นบ้าง หรือเลือกเพราะความเข้าใจผิดค่ะ เห็นมาเยอะเหมือนกันที่น้องหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาขานี้ ;_; ซึ่งเราก็เลือกคณะนี้โดยที่ไม่รู้อะไรเท่าไรเลย....แต่ไม่เสียใจเลยนะที่ได้มาเรียนสาขานี้ เราอยากทำให้คนทั่วไปได้รู้จักคำว่า "กายอุปกรณ์" และให้ความสำคัญกับคนพิการมากขึ้น ดูในสังคมไทยทุกวันนี้...สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการมีน้อยมากๆ อย่าง BTS เงี้ย ลิฟต์บริการอะไรเนี้ย ไม่เห็นจะทำงานได้จริงๆเลย แถมจะทำทั้งที ดันทำอยู่ไม่กี่สถานี แล้วใครเค้าจะไปใช้บริการกันล่ะ?
สำหรับคนที่คิดว่า แบบนี้ล่ะใช่เลย พี่ก็ยินดีด้วยกับทางที่เลือกค่ะ ^____^ ถึงคณะนี้จะรับคนน้อย (แต่มีแนวโน้มจะรับมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีนี้) ถ้าน้องมีความตั้งใจจริง พี่เชื่อว่าน้องติดแน่ค่ะ!
แถมนิด...สำหรับคนที่กลัวภาษาอังกฤษ จริงๆไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลย ถ้าไม่ได้จริงๆ อาจารย์ต่างชาติท่านก็ช่วยเต็มที่ค่ะ ตามไม่ทันเค้าก็จะอธิบายให้ฟังอีกรอบ ไม่เข้าใจก็ถามนอกคาบยังได้ อาจารย์คณะนี้ใจดีมากๆ (มีพาไปเลี้ยงข้าวบ่อยมากๆเลยด้วย ฮ่าๆๆ)
มีข้อสงสัยอยากถามมากกว่านี้ติดต่อทางเมลล์เลยค่ะ ไม่รู้ก็จิ้มที่ Profile เอาน่อ หรือถามในนี้ก็ได้
แปะๆรูปก่อนจบ คุคุ
วาดเดะน้อยใส่ขาเทียมเหนือเข่า ในรูปแอบมีโลโก้สปอนเซอร์นิปปอนด้วย อิอิ
(วาดรูปขาเทียมเล่นระหว่างคาบเรียนเพียบ เอิ๊กๆ)
================================================
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ
โอ้....จะส่งให้ใครดีล่ะเนี่ย =v=''
ส่งให้คนที่มาเมนต์ละกัน ถ้ารู้ตัวว่าคณะตัวเองยังไม่มีในลิสต์ก็มารับทำไปด้วยนะคะ เพื่อน้องๆรุ่นต่อไปค่ะ ^^
================================================
พอเขียนเสร็จก็มานั่งนึก ทำไมชั้นมาเรียนคณะนี้ได้เนี่ย อยู่ ICTดีๆไม่ชอบ อืม....
ก็นึกไปถึงเรื่องที่พี่เค้าบอกว่า "น้อง มีเรียนดรอว์อิ้งด้วยนะ" เท่านั้นล่ะ แถมมีแต่งปูนเลยตกลงเลือกคณะนี้อันดับหนึ่งเลย (นี่แหละผลของการไม่ศึกษาให้ดีๆ - -')
ถ้าเราเรียนช้ากว่านี้อีกสักปี คงเลือกเวชนิทัศน์มหิดลไปแล้ววววววววววว อิจฉาคนได้เรียนจังเฟร้ย >XD
แต่ก็นะ... อย่างที่บอกไปแหละว่าได้เรียนคณะนี้ก็ไม่เสียใจเลย อาจารย์ดี เพื่อนดี คนน้อยไปนิด มีเหงาบ้าง แต่มันก็ลงตัวแล้วล่ะ (เครื่องจักรก็ไม่ต้องแย่งกันใช้แบบฆ่ากันตาย ฮ่าๆๆ)
ปล. ไม่คิดจะอัพบล็อกแล้วนะเนี่ย (เพราะ จขบ. ไปติด tegaki กะ DA ซะแล้ววววว) หลังจากอัพเอนทรี่นี้...อาจจะร้างไปอีกนานเหมือนกัน แต่ถ้ามีอะไรดีๆจะเอามาลงน่อ :D เคยคิดอยู่ว่าอยากทำบล็อกเรื่องสุขภาพเท้าอ่ะ เห็นหลายๆคนไม่ค่อยใส่ใจเท้ากันเลย ทั้งที่เท้าออกจะสำคัญแท้ๆ (ในงาน 120 ปีศิริราช คณะเราไปออกบูธแนะนำคณะและตรวจเท้าให้ฟรี เจอคนที่เท้ามีปัญหาแบบ....รุนแรงเยอะกว่าที่คิดเลย -*-''')
ปล2. พรุ่งนี้เปิดเทอมแล้วค่าาาาาาา วันนี้ก็ต้องกลับหอละ T T ยังไม่แปลนโดกะฝึกลงสีเลยยยยย บล็อกก็ยังไม่แก้ (ว่าแล้วก็ปล่อยไป อุอุอุ)
ปล3. บล็อกไม่อัพนานแล้ว แต่ยังมีคนแวะเวียนมาอีกแฮะ T T ดีจายยยยยedit @ 29 Oct 2008 15:23:28 by Pukpik









)

เล่าเรื่องแนะนำแล้วก็มีภาพด้วย เจ๋งมากๆเลยค่ะ
รู้สึกว่าต้องใช้ความอดทนด้วย แล้วก็ความใจดีด้วยนะเนี่ย
น่านับถือจริงๆค่ะ
วาดรูปสวยอีกตะหาก คุณน้องชายน่ารักมากฮะ
#1 By ALLVALENTINE on 2008-10-19 16:29